Envirospray 300 |


(ระบบเอนไวโรสเปรย์ 300) เป็นผลิตภัณฑ์ ฉนวนกันความร้อนผืนเดียว ที่ไร้รอยต่อ โดยขึ้นรูป จากการฉีดพ่น ลงบนวัสดุ ที่ต้องการความเป็นฉนวนโดยตรง เช่น แผ่นโลหะ,ไม้, ปูน, กระเบื้อง, กระจก และยังสามารถฉีดพ่นได้บนพื้นผิว ของวัสดุทุกชนิด
ข้อมูลเพิ่มเติม |
Enviropanel |


(ระบบเอนไวโรพาเนล) เป็นผลิตภัณฑ์ ฉนวนเยื่อกระดาษ ที่ใช้ในการฉีดพ่น ลงในช่องว่าง ระหว่างผนังเบา เพื่อเป็นฉนวนกันความร้อนและเสียง
ข้อมูลเพิ่มเติม |

Supacell |


(ระบบซูพาเซล) เป็นผลิตภัณฑ์ ฉนวนกันความร้อน ชนิดพ่น บนฝ้าเพดาน สามารถติดตั้ง ได้ง่ายรวดเร็ว (โดยทั่วๆ ไป จะใช้ที่ความหนาประมาณ 100 มม. ) เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ในการกันความร้อน
ข้อมูลเพิ่มเติม |
Envirobatt |


(ระบบเอนไวโรแบท) เป็นผลิตภัณฑ์ ฉนวนกันความร้อน ที่ใช้วางบนฝ้าเพดาน ที-บาร์ ผิวหน้าด้านหนึ่งเป็นฟอล์ย
ข้อมูลเพิ่มเติม |


Home Insulation Basics |รู้จักฉนวนกันความร้อน

การใช้ฉนวนกันความร้อน

จากการที่ต้นทุนพลังงานทั้งโลกสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบ, การเลือกใช้ระบบ เพื่อให้มีประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด เป็นหลักสำคัญในการพิจารณา ในการประหยัดค่าใช้จ่าย การเลือกฉนวนที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้งานในสถานที่ต่างๆ ทั้งในบ้าน, ที่ทำงาน หรือในโรงงาน จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย, และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ฉนวนกันความร้อน จะช่วยลดค่าใช้จ่าย ในการทำความเย็นให้กับบ้าน ผู้เชี่ยวชาญได้เคยกล่าวว่า ในเขตร้อนพลังงานประมาณ 35-45% สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ในการทำความเย็นให้กับอาคาร เนื่องจากอาคารเหล่านี้ ติดตั้งฉนวนกันความกันความร้อนที่ไม่มีประสิทธิภาพดีพอ

ฉนวนกันความร้อนที่ดี ต้องกำจัดการถ่ายเทความร้อน ซึ่งมักเป็นผลมาจากอิทธิพลร่วมกัน ของการพาและการนำความร้อน ในบ้านที่มีฉนวนกันความร้อนที่ดี จะสามารถลดการถ่ายเทความร้อนจากนอกบ้านเข้าสู่ตัวบ้าน เป็นผลให้ใช้พลังงานในการทำความเย็นน้อยลง ซึ่งหมายถึงค่าใช้จ่ายที่น้อยลงด้วย

ความร้อนถ่ายเทเข้าสู่ตัวบ้านได้อย่างไร

โดยปกติ บริเวณที่พบว่ามีความร้อนมาก มักเป็นบริเวณหลังคา และผนัง ซึ่งมักจะแผ่รังสีความร้อนเข้าสู่ภายในบ้าน ขณะที่วัสดุก่อสร้างส่วนใหญ่ ผลิตมาเพื่อป้องกันฝนและลม แต่ไม่ได้ผลิตมา เพื่อให้มีคุณสมบัติการเป็นฉนวนกันความร้อน (ซึ่งเท่ากับยินยอมให้เกิดการถ่ายเทความร้อนเข้ามา) ในขณะเดียวกัน ก็ยอมให้อากาศเย็นภายในหนีออกไปด้านนอก

จึงส่งผลให้ไม่รู้สึกเย็นสบาย ในขณะที่ทำงาน หรือใช้ชีวิตในอาคารเหล่านี้ ทั้งยังทำให้เครื่องปรับอากาศ ต้องทำงานหนัก นำไปสู่การสิ้นเปลืองพลังงาน และค่าใช้จ่ายในที่สุด

ฉนวนกันความร้อนทำงานอย่างไร

ฉนวนกันความร้อน จะทำหน้าที่เป็นเครื่องกีดขวาง แยกพื้นผิวที่เย็นและร้อนออกจากกัน เป็นผลให้อุณหภูมิที่แตกต่างไม่ส่งผลต่อกัน (ในการถ่ายเทความร้อน)

เลือกฉนวนกันความร้อนอย่างเหมาะสมเพื่อให้เกิดการถ่ายเทความร้อนน้อยที่สุด

การติดตั้งฉนวนกันความร้อน ในโครงสร้างอาคาร ก็เพื่อลดความร้อนที่ไม่ต้องการ จากภายนอกเข้าสู่ภายในอาคาร ในขณะเดียวกัน ก็ป้องกันให้ความเย็นภายในคงอยู่ภายในอาคาร ไม่หนีออกภายนอก ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อการลดการใช้พลังงานของเครื่องปรับอากาศ ให้ทำงานลดลง โดยยังคงสามารถ คงอุณหภูมิที่ต้องการไว้ได้ นั่นหมายถึง ยังคงใช้เครื่องปรับอากาศเหมือนเดิม แต่ทำงานน้อยกว่าเดิม

! การติดตั้งฉนวนกันความร้อนสามารถลดค่าไฟในการปรับอากาศลงได้มากกว่า 42% ! และยังทำให้ เครื่องปรับอากาศ มีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ซ่อมแซมน้อยลง เป็นผลพลอยได้ (จากการทำงานหนัก เพื่อชดเชยกับความร้อน ที่เข้ามาและความเย็นที่ออกไป) ในทางกลับกัน ในภูมิประเทศที่มีอากาศหนาว ฉนวนกันความร้อนที่ดี ถูกใช้ในการรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร ให้อุ่นสบายเช่นกัน

การเทียบประสิทธิภาพของฉนวนกันความร้อนชนิดต่างๆ

เรามักจะใช้ค่า “R-value” เป็นตัวบ่งชี้ ซึ่ง “R-value” หมายถึง ความต้านทานการถ่ายเทความร้อน ดังนั้น ค่า “R-value” ที่สูงกว่า จะมีการต้านทานความร้อนมากกว่า ผลิตภัณฑ์ประเภทฉนวนกันความร้อนทุกชนิด ควรแสดงค่า R-value (ที่วัดอย่างถูกต้อง) แต่ถ้าผลิตภัณฑ์ฉนวนกันความร้อนใด ไม่แสดงค่าดังกล่าว ก็ไม่ควรพิจารณานำมาใช้ ค่า R-value สากลที่ใช้กันแพร่หลายจะมีอยู่ 2 แบบ

a)แบบหน่วยเมตริก Metric (m2k/w)

b) แบบหน่วยอังกฤษ Imperial (BTU/ft2hoF)

การแปลงหน่วยเมตริก(a) เป็นแบบหน่วยอังกฤษ(b) โดยการคูณด้วย 5.678 (เช่น R เมตริก 1.8 x 5.678 = R อังกฤษ 10.22) ในทางกลับกัน สามารถแปลง R แบบหน่วยอังกฤษ (b) เป็น R หน่วยเมตริก(a) โดยการหารด้วย 5.678 เช่นกัน ซึ่งจะทำให้ สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อเปรียบเทียบค่า R ของวัสดุฉนวนกันความร้อน ที่แสดงค่า ทั้งสองแบบได้

ประสิทธิภาพของฉนวนกันความร้อน

การดูแค่ค่า R-value เพียงอย่างเดียว ยังไม่สามารถ บอกถึงประสิทธิภาพ ในการเป็นฉนวนกันความร้อนได้ทั้งหมด เนื่องจากในการติดตั้งฉนวนกันความร้อน บนเพดานหรือผนัง บางครั้งเกิดช่องว่าง บริเวณรอยต่อระหว่างแผ่น/ม้วนของฉนวนกันความร้อน ช่องว่างเหล่านี้ จะทำให้เกิดการถ่ายเทความร้อนเข้ามา และสูญเสียความเย็นออกภายนอก กล่าวคือ ทำให้ประสิทธิภาพของการเป็นฉนวนกันความร้อนลดลง เปรียบเทียบแก้วน้ำที่แตกร้าว จะเก็บน้ำไว้ภายในแก้วได้น้อยลง

ตารางแสดงข้อมูลเกี่ยวกับค่า R-value และผลจากการมีช่องว่างระหว่างฉนวนกันความร้อน
ที่มาของข้อมูล CSIRO ประเทศออสเตรเลีย

ฉนวนกันความร้อนหนา 100mm.

ค่า R-value (m2k/w)

ค่า R จากการวัดในงานจริง

หมายเหตุ

| เยื่อกระดาษ

2.6

2.6

ไม่มีช่องว่าง

| ฉนวนใยแก้ว

2.5

1.25

มีช่องว่าง 5%

| อลูมิเนียมฟอล์ย

1.35

0.70

มีช่องว่าง 5%

เห็นได้ชัดว่าถ้ามีช่องว่าง 5% ประสิทธิภาพของฉนวนกันความร้อนจะเหลือเพียงครึ่งเดียว

ดังนั้นควรเลือกฉนวนกันความร้อนที่ไม่มีช่องว่างจากการติดตั้ง (ดังเช่นฉนวนเยื่อกระดาษ)

Select Language | ไทย | English |

Cellulose Fibre |เยื่อกระดาษ


วัสดุเยื่อกระดาษ ของเรา ทำจาก กระดาษรีไซเคิล เป็นสัดส่วน ประมาณ 75% ของผลิตภัณฑ์ แล้วนำไป ทำการปรับปรุง คุณภาพ ด้วยแร่จากธรรมชาติ ในขบวนการติดตั้ง ฉนวนชนิดเยื่อกระดาษ จะไม่มีการใช้แร่ใยหิน, สารเคมีที่เป็นพิษ หรือมีผลต่อการหายใจ และเส้นใย ที่เป็นสาเหตุ ของโรคมะเร็ง ทำให้สามารถกล่าวได้ว่า เป็นฉนวนชนิดเดียว ในตลาดปัจจุบัน ที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อมมากที่สุด
ข้อมูลเพิ่มเติม|
Home Insulation Basics |
รู้จักฉนวนกันความร้อน

จากการที่ ต้นทุนพลังงาน ทั้งโลกสูงขึ้น อย่างต่อเนื่อง ทำให้การออกแบบ, การเลือกใช้ระบบ เพื่อให้มี ประสิทธิภาพการใช้พลังงานสูงสุด เป็นหลักสำคัญ ในการพิจารณา ในการประหยัดค่าใช้จ่าย  การเลือกฉนวน ที่มีประสิทธิภาพสูง เพื่อใช้งานในสถานที่ต่างๆ ทั้งในบ้าน, ที่ทำงาน หรือในโรงงาน จะช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่าย, และมีคุณภาพชีวิตที่ดี
ข้อมูลเพิ่มเติม |


2011 © Copyright Nutural Insulation 2009.
All rights reserved.